การศึกษาวิจัยเห็ดหลินจือในประเทศไทย

การศึกษาวิจัยเห็ดหลินจือในประเทศไทย

 

ในปลายปี พ.ศ 2530 ได้มีการจัดสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการเกี่ยว กับเห็ดหลินจือขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยสมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดแห่ง ประเทศไทยได้เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น มาบรรยายเรื่อง “สรรพคุณ ทางเภสัชวิทยาของเห็ดหลินจือและการรักษาโรคที่ได้ผลในผู้ป่วย” นอกจากนี้ยังมี การนำเสนอผลการวิจัยเห็ดหลินจือสายพันธุ์ต่างๆ ที่พบในประเทศไทย และผลการ ทดลองลดความดันเลือดในหนู และในปี พ.ศ 2533 ได้มีการนำเสนอผลการวิจัย เรื่อง “การใช้เห็ดหลินจือที่ได้ผลในการเพิ่มภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยโรคเอดส์” ในการ ประชุมโรคเอดส์นานาชาติ ครั้งที่ 8 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศ เนเธอร์แลนด์ 

สถาบันวิจัยและพัฒนา องค์การเภสัชกรรม

ได้ทำการศึกษาวิจัยเห็ดหลินจือ ครบวงจร โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ.2532 มีรายละเอียดโดยสังเขปดังนี้ (กฤษณา, 2539)

รวบรวมข้อมูลเห็ดหลินจือ 

จากงานวิจัยต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ สามารถพัฒนางานวิจัยได้อย่างรวดเร็วและทันเหตุการณ์

สกัดแยกสาร ganoderic acid B 

จากเห็ดหลินจือเพื่อใช้เป็นสารมาตรฐาน ในการวิเคราะห์วัตถุดิบเห็ดหลินจือให้โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา กรมการแพทย์ กรมวิชาการเกษตร และหน่วยงานอื่นๆ โดยใช้วิธีThin Layer Chromatography (TLC) ตรวจสอบส่วนประกอบทางเคมีเบื้องต้นของวัตถุดิบ และได้ถ่ายทอดวิธีดังกล่าวให้กับโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา

ผลิตผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือในระดับอุตสาหกรรม 

โดยนำเห็ดหลินจือทั้งที่อยู่ใน สภาพวัตถุดิบ หรือที่ได้แปรรูปเป็นผงสเปรย์แห้ง (spray dried form) มาผ่าน กระบวนการผลิตทางเภสัชกรรม โดยใช้สูตรตำรับที่ได้พัฒนาทั้งคุณภาพทาง กายภาพและเคมี มีความคงตัวดี มีคุณภาพ และอยู่ในรูปแบบที่น่าใช้ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เช่น ผงสเปรย์แห้งของเห็ดหลินจืออัดเม็ด ผงสเปรย์แห้งเห็ด หลินจือชนิดละลายน้ำดื่ม ชาชงเห็ดหลินจือ เห็ดหลินจือชนิดฝานเป็นแผ่น เครื่อง ดื่มเห็ดหลินจือในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้ผลิตเครื่องสำอางจากเห็ดหลินจือ เช่น day cream, night cream, body lotion, lipstick, hair tonic เป็นต้น

ควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์จากเห็ดหลินจือ 

วิเคราะห์หาปริมาณ Ganoderic acid B ในผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือ และทดสอบความคงตัวโดยใช้ เครื่องโครมาโตกราฟีแบบของเหลวแรงดันสูง (High performance liquid chromatography) ศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดเห็ดหลินจือในเซลล์ปกติพบว่าสารสกัดเข้มข้นจากเห็ด หลินจือไม่เป็นอันตรายต่อเซลล์ปกติและสารสกัดเข้มข้นจากสปอร์เห็ดหลินจือสามา รถฆ่าเซลล์มะเร็ง P- 388 ได้

ศึกษาประสิทธิผลและความปลอดภัยของเห็ดหลินจือ 

โดยร่วมกับสถาบัน มะเร็งแห่งชาติศึกษาความปลอดภัยของเห็ดหลินจือในอาสาสมัคร 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่ง รับประทานยาเม็ดเห็ดหลินจือ อีกกลุ่มรับประทานยาหลอก และได้นำเลือดและ ปัสสาวะของอาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่ม มาตรวจสอบทางชีวเคมี ทางโลหิตวิทยา และ ระบบภูมิคุ้มกัน พบว่าไม่มีความแตกต่างกัน และในอาสาสมัครคนเดียวกันก็พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันระหว่างก่อนและหลังรับประทานยาเม็ดเห็ดหลินจือ ซึ่งอาจ สรุปได้ว่า คนปกติสามารถรับประทานยาเม็ดเห็ดหลินจือที่ผลิตโดยองค์การ เภสัชกรรม ในขนาด 350 มิลลิกรัม วันละ 2 เม็ด โดยไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย องค์การเภสัชกรรมได้ร่วมกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติศึกษาประสิทธิผลของเห็ด หลินจือต่อประชากรย่อยของลิมโฟซัยท์ในตัวอย่างเลือดของคนปกติโดยให้อาสา สมัครปกติชาย-หญิง รับประทานยาเม็ดเห็ดหลินจือเปรียบเทียบกับกลุ่มที่รับประทาน ยาหลอก พบว่าเห็ดหลินจือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มประชากรย่อยของลิ มโฟซัยท์ การเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีทางโลหิตวิทยา และในปัสสาวะ และถึงแม้ว่า มีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงบ้างก็เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบชั่วคราว ค่าที่วัดได้ยังคงอยู่ใน ช่วงปกติและไม่มีความแตกต่างระหว่างอาสาสมัครที่รับประทานยาเม็ดเห็ดหลินจือ และยาหลอก ถือว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงผิดปกติแต่อย่างใด และอาสาสมัครไม่มี อาการข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ นอกจากอาสาสมัครชายซึ่งจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพียง 2 คน องค์การเภสัชกรรมได้ร่วมกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติศึกษาประสิทธิผลของเห็ด หลินจือต่อประชากรย่อยของลิมโฟซัยท์ในคนปกติจำนวน 40 คน เป็นหญิง

20 คน ชาย 20 คน โดยวัดปริมาณ antigen CD4+ , CD8+ , CD19+ และ CD16+ /CD56+ เปรียบเทียบประชากรย่อยของลิมโฟซัยท์ในตัวอย่างเลือดก่อนและ หลังรับประทานยาเม็ดเห็ดหลินจือขนาด 350 มิลลิกรัม วันละ 2 เม็ด และเปรียบ เทียบกับยาหลอก วัดผลทุกเดือน เป็นเวลา 3 เดือน ผลการศึกษาพบว่า ประชากร ย่อยของลิมโฟซัยท์ในตัวอย่างเลือดของอาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่ม ไม่มีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p>0.05) และประชากรย่อยของลิมโฟซัยท์ในตัวอย่าง เลือดของอาสาสมัครก่อนและหลังรับประทานยาเม็ดเห็ดหลินจือ หรือยาหลอก เป็น เวลา 3 เดือน ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p>0.05) เช่นกัน องค์การเภสัชกรรมได้ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัย มหิดล ศึกษาการทำงานของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยโรคเบาหวานไม่พึ่งอินสูลิน ระยะเริ่มแรก หรือภาวะพร่องการใช้กลูโคส โดยให้อาสาสมัครรับประทานยาเม็ดเห็ด หลินจือ ขนาด 350 มิลลิกรัม ในขนาดยาต่ำต่อด้วยขนาดยาสูง ไม่พบความผิด ปกติของกลุ่มประชากรย่อยของลิมโฟซัยท์ องค์การเภสัชกรรมได้ร่วมกับโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ ศึกษา ประสิทธิผลของยาเม็ดเห็ดหลินจือ (สารสกัด) ในคนไทยสุขภาพปกติแต่มีระดับซีรัม อลานีน และอมิโนทรานสเฟอเรส สูงกว่าค่าปกติ ผลการศึกษาพบว่า อาสาสมัคร สุขภาพปกติแต่มีระดับอลานีนทรานซามีเนส (ALT) สูงกว่าปกติ 20 คน รับประทานยาเม็ดเห็ดหลินจือ (สารสกัด) เม็ดละ 350 มิลลิกรัม ครั้งละ 2 เม็ด วันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้า-เย็น ติดต่อกันนาน 16 สัปดาห์ อาสาสมัครทุกคนมี ความรู้สึกร่างกายแข็งแรงไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ แต่พบอาสาสมัครที่มีระดับ ALT ต่ำกว่าค่าปกติเพียง 1 คน และอาสาสมัครอีก 2 คน เริ่มมีระดับ ALT ปกติใน สัปดาห์ที่ 12 และ 14 ของการรับประทานยา นอกจากนี้ยังพบว่าอาสาสมัครมีผล ตรวจสมรรถภาพของตับ ได้แก่ ระดับน้ำตาลในเลือด (BUN), creatinine, electrolyte และ complete blood count ตลอดจนน้ำหนัก และความดัน โลหิตไม่เปลี่ยนแปลง สาเหตุอาจเป็นเพราะขนาดยาหรือระยะเวลาที่รับประทานน้อย เกินไป หรือจำนวนอาสาสมัครที่ศึกษาน้อยเกินไป หรือลำไส้ของคนดูดซึมยาได้น้อย จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าองค์การเภสัชกรรมได้ศึกษาวิจัยเห็ดหลินจือ ในด้านต่างๆ เพื่อสนับสนุนการนำเห็ดหลินจือที่ผลิตได้ภายในประเทศมาใช้ ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร และลดการนำเข้ายาและเครื่องสำอางจากต่างประเทศ

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ในปี พ.ศ.2538 กรมการแพทย์ได้จัด ประชุมวิชาการเรื่อง “เห็ดหลินจือ” ขึ้นที่องค์การเภสัชกรรม คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และที่อื่นๆ อีกหลายแห่ง ซึ่งได้ข้อสรุปว่าเห็ดหลินจือเป็นเห็ดที่มี คุณค่าในการบำรุงร่างกายและสามารถใช้ในการรักษาโรคร้ายแรงได้หลายชนิด(สุรพล และ ชวลิต, 2549) หลังจากนั้นเป็นต้นมา กระแสการบริโภคเห็ดหลินจือในประเทศ ไทยได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เห็ดหลินจือมีราคาแพง เป็นผลให้มีผู้สนใจ ผลิตเห็ดหลินจือเป็นการค้าหลายราย แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ของผู้บริโภค จึงมีการนำเข้าผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ประกอบกับการเพาะเลี้ยงเห็ดหลินจือภายในประเทศนั้น ส่วนใหญ่ยังไม่มีการ เก็บสปอร์เห็ดหลินจือมาใช้ประโยชน์ ดังนั้นเพื่อให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและ พัฒนาการใช้ประโยชน์จากเห็ดหลินจือที่ผลิตได้ในประเทศอย่างคุ้มค่า รวมทั้งเสริม สร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ ทางเลือก โดยสถาบันการแพทย์ไทย-จีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงได้จัดทำ ชุดโครงการวิจัย เรื่อง “การวิจัยเห็ดหลินจือและสปอร์เห็ดหลินจือในประเทศไทย” ปีงบประมาณ พ.ศ.2551-2554 ขึ้น ซึ่งเป็นโครงการบูรณาการแบบครบวงจร มี กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเป็นแกนจัดทำโครงการ ดังกล่าว และมีหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมเป็นภาคีในการดำเนินการวิจัย 11 หน่วย งาน ได้แก่ โครงการพิเศษสวนเกษตรเมืองงาย ในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ คณะเภสัชศาสตร์และ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล คณะเภสัชศาสตร์และ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะเศรษฐศาสตร์และสถาบันบริการ ตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กรมวิทยาศาสตร์ การแพทย์ กองควบคุมยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา องค์การ เภสัชกรรม และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานปลัดกระทรวง สาธาณสุข กระทรวงสาธารณสุข โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

1) เพื่อคัดเลือกพันธุ์เห็ด หลินจือที่เหมาะสม มีปริมาณสารสำคัญและผลผลิตสูง คุ้มค่าต่อการลงทุนเชิง พาณิชย์

2) เพื่อพัฒนาการผลิตเห็ดหลินจือและสปอร์เห็ดหลินจือตามแนวทาง เกษตรดีที่เหมาะสม ให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพดีทดแทนการนำเข้า

3) เพื่อศึกษาวิจัย เห็ดหลินจือและสปอร์เห็ดหลินจือในระดับพรีคลินิกและคลินิกในผู้ป่วยโรคมะเร็งและ ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง

4) เพื่อพัฒนาผลงานวิจัยเห็ดหลินจือและสปอร์เห็ดหลินจือ สู่การใช้ประโยชน์ การดำเนินงานทำในรูปแบบคณะทำงาน โดยประกอบด้วย 4 โครงการ ได้แก่

1) การผลิตเห็ดหลินจือและสปอร์เห็ดหลินจือตามแนวทางเกษตร ดีที่เหมาะสม

2) การวิจัยเห็ดหลินจือและสปอร์เห็ดหลินจือในระดับพรีคลินิก

3) การวิจัยเห็ดหลินจือและสปอร์เห็ดหลินจือในผู้ป่วยมะเร็งและผู้ป่วยภูมิคุ้มกัน บกพร่อง

4) การพัฒนาผลงานวิจัยเห็ดหลินจือและสปอร์เห็ดหลินจือสู่การใช้ ประโยชน์

 

ขอบคุณบทความจาก คู่มือ “การผลิตเห็ดหลินจือและสปอร์เห็ดหลินจือตามแนวทางเกษตรดีที่ เหมาะสม” 

 >>> อ่านบทความจบแล้วถ้าเห็นว่ามีประโยชน์ อย่าลืม กดแชร์ ให้เพื่อนๆหรือคนที่เรารักได้อ่านกันด้วยนะค่ะ <<<

Share Button